2008/Aug/02

เมื่อวานนี้เป็นวันสุดท้ายของฤดูการสอบกลางภาคค่ะ...
เป็นการสอบกลางภาคที่ฝั่งฟ้าจริงจังกับมันเป็นครั้งแรก... ก็ไม่รู้ว่าสายไปหรือเปล่า ที่เพิ่งจะมาตั้งใจเรียนเอาป่านนี้ (แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนนี้ อะไรๆ มันผ่านมาด้วยดีได้ยังไงกันนะ)

มันทำให้ฝั่งฟ้าได้ทบทวนบทเรียนอย่างน้อยถึงวิชาละสองรอบ... และก็ได้รู้อะไรดีๆ เยอะมาก

ฝั่งฟ้ามักจะเป็นพวกที่ชอบสนใจกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องราว หรือประโยคที่โดนใจในวิชาเรียนบ่อยๆ บางทีจำได้ดีกว่าเนื้อหาที่เรียนซะอีกแน่ะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วของพวกนี้มันก็เข้ามาทุกครั้ง ทุกวิชา ทุกปีที่เราเลือกเรียนวิชาต่างๆ แต่ว่า การที่เราไม่ได้ทบทวน หรือไม่ได้ตั้งใจในห้อง มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่เพียงผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป


ไหนๆ ก็ไหนๆ จะรวบรวมแล้วเก็บไว้คนเดียวก็กะไรอยู่สินะ... มาดูซิ ว่าครึ่งเทอมที่ผ่านมา ฝั่งฟ้าได้อะไรเด็ดๆ มาบ้าง

เริ่มจาก วิชา Psychology (จิตวิทยา) เลยค่ะ ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกเรียนเป็นวิชาโท เพราะยิ่งเรียนยิ่งชอบมากจริงๆ ขนาดบทที่เรียนไม่รู้เรื่องยังชอบเลย คิดดูเถอะ

--- "ช่วง 3 เดือนแรก ระหว่างที่ทารกอยู่ในท้อง ถ้าแม่ได้รับเชื้อหัดเยอรมัน จะทำให้ลูกเป็นต้อ/โรคหัวใจ/ปัญญาอ่อน"

--- "1 ปีแรกของชีวิตมนุษย์ เป็นระยะวิกฤต(ระยะที่หากมีอะไรมากระทบกระเทือนจะส่งผลตอนโต)สำหรับการพัฒนา ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจคนอื่น : Erikson"

--- "Freud บอกว่า ในช่วง 3-6 ปี เด็กผู้ชายจะรักแม่ หึงพ่อ ในขณะที่เด็กผู้หญิง ก็จะรักพ่อ และหึงแม่"

--- "ลิงชิมแปนซี ชอบแม่ปลอมที่มีขนนุ่มๆ แต่ไม่มีอาหาร มากกว่าแม่ปลอมที่ตัวแข็งทื่อแต่มีอาหาร" (เป็นการยืนยันว่า อาหารไม่ได้ทำให้เกิดความผูกพันธ์มากเท่ากับความรัก จากการสัมผัส)

--- ส่วนสุดท้ายนี้เด็ดสุด เป็นแค่สิ่งที่อาจารย์เกริ่นอารัมภบทเท่านั้น แต่ถึงกับต้องขอจดแยกต่างหาก ชอบจริงๆ ค่ะ

"คนเรา... มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน ดมแต่ไม่ได้กลิ่น กินแต่ไม่รู้รส สัมผัสแต่ไม่รู้สึก: ดาวินชี"


*** แถมท้าย หนังที่อาจารย์แนะนำ "At First Sight" กับ "A Beautiful mind"


ต่อไปเป็นวิชาอะไรดี Typography (ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการพิมพ์) ดีกว่า เก็บวิชาเลคเชอร์โหดๆ ให้หมดก่อนแล้วกัน วิชานี้ว่าด้วยวิวัฒนาการ และการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ค่ะ

--- "สมัยก่อนที่ยังไม่มีการประดิษฐ์ตัวหนังสือ คนอินเดียใช้สัญลักษณ์พระอาทิตย์ตกแทนความตาย และอียิปต์ใช้กำปั้นแทนอำนาจ"

--- "อักษรจีนไม่ใช่อักษรที่พัฒนาถึงขั้นสูงสุดคือ Alphabet" (ฟังดูเหมือนดิจิมอน หรือโปเกมอนอ่ะ)

--- "ตัวพิมพ์อักษรไทย (บลอกที่ใช้พิมพ์ ลักษณะการใช้งานคล้ายๆ หัวแป้นพิมพ์ดีด) มีต้นกำเนิดมาจากพม่า โดยมิชชันนารีไปสอนเชลยไทยในพม่า เลยคิดจะทำขึ้นที่นั่น จากนั้นก็ขายต่อไปยังสิงคโปร์ แล้วค่อยมาไทย"

--- "คนไทยเรียกพวกบาทหลวงว่าหมอสอนศาสนา เพราะเมื่อก่อน บาทหลวงที่มีวิชาแพทย์จะรักษาคน และจ่ายยาพร้อมกับเอกสารทางศาสนาเป็นการเผยแพร่"

--- "นิยายประโลมโลก(รักโรแมนติก) เรื่องแรกที่โด่งดังในประเทศไทยคือ พระอภัยมณี"

--- "หนังสือที่มีการเปิดให้สั่งจองเล่มแรกคือ สามก๊ก"

--- "หนังสือที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งแรกคือ หนังสือวชิรญาณ"

--- "หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของประเทศไทยคือ บางกอกรีคอเดอ (Bangkok Recorder)ออกเป็นรายปักษ์ มี 4 ใบ 2 หน้า ขนาด 6x9 นิ้ว เป็นข่าวการเมือง และราชสำนัก"

--- "คนไทยเริ่มรู้จักใช้หนังสือพิพม์สาดโคลนกันตั้งแต่สมัยนั้น"

--- "ชื่อเต็มของหมอบรัดเลย์ คือ Dan Beach Bradley"

--- "ความจริงหมอบรัดเลย์ไม่ได้ถูกส่งมาทำงานด้านการพิมพ์ แต่เป็น บาทหลวงโรบินสันต่างหาก" (แต่ว่าท่านนั้นท้อแท้ไปซะก่อน หมอบรัดเลย์เลยต้องทำเอง สุดท้ายไปได้ดีเอากับกิจการห้างสรรพสินค้ารึไงนะท่านนี้)

--- "โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ที่มีการลงเป็นรายแรกคือ กิจการอู่ต่อเรื่อง บางกอกด๊อก" (ไม่ได้เกี่ยวกับสุนัขนะคะ แต่มันมาจากคำว่า Bangkok Dock ต่างหาก แถมปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ด้วยนะ เมื่อกี้ลอง Search เจอเว็บไซต์ของเขาด้วยและ มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 เลยทีเดียวนะนั่น)

ส่วนเด็ดสุด เก็บไว้ทีหลังอีกแล้ว... เชื่อกันไหมคะว่า ตั้งแต่เรามีหนังสือพิมพ์ฉบับแรกเมื่อปี 2387 เราก็ถูกวางเงื่อนไขกันแล้วว่า

"สื่อมวลชนไทยในโลกเสรี อยู่ได้เพราะการโฆษณา"




วิชาเลคเชอร์อีกตัวคือ Linguistic ค่ะ (ตัึวนี้ยังไม่ได้สอบเลย) จริงๆ วิชานี้สนุกพอๆ กับจิตวิทยาเลยนะ ภาษาศาสตร์เนี่ย เป็นอะไรที่ใกล้ตัว เราพูด เราทำอยู่ทุกวัน แต่ว่าเราไม่เคยสังเกตตัวเอง และในหนังสือก็มักจะมีกรณีศึกษาแปลกๆ มาเล่าให้ฟังเยอะเลย

--- "เพศที่ออกเสียง ร. เรือ ได้ชัดที่สุดคือ กระเทย"

--- "ภาษาวิบัติ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก" (อันนี้ยกมือเห็นด้วยเต็มๆ เพราะทุกวันนี้ฝั่งฟ้ายังต้องมานั่งเรียนภาษาญี่ปุ่นวิบัติด้วยค่ะ เมื่อวานก็ทำข้อสอบพาร์ทนี้แทบไม่ได้ เลวร้ายที่ซู๊ดดดดTAT)

--- "อักษรเบรลและภาษามือ ในแต่ละชาติ แต่ละภาษาจะมีลักษณะไม่เหมือนกัน"

--- "เด็กปกติ ที่เรียนภาษามือ จะใช้ภาษามือได้ก่อน แต่ตอนหลังก็จะพูดได้เหมือนกัน"

--- "เด็กที่เรียนภาษามือมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้คำได้มากกว่า และเร็วกว่าเด็กปกติ"

--- "ภาษามือได้รับการยอมรับในฐานะภาษาต่างประเทศ ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด"

--- "สมองซีกขวาทำงานด้านศิลปะ และสมองซีกซ้ายทำงานด้านวิชาการ และในขณะเดียวกัน ก็ควบคุมร่างกายฝั่งตรงข้าม และถ้าหากเราถูกตัดเส้นประสาทที่เชื่อมการทำงานของทั้งสองซีกออก ผลที่มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ภาษา (ที่ทำงานโดยสมองซีกซ้าย) คือ

ถ้ามือขวาถือกล้วย ประสาทรับรู้จะส่งไปยังสมองซีกซ้ายที่ทำงานทางภาษา และรู้ว่าเป็นกล้วย
แต่ถ้ามือซ้ายถือแอปเปิ้ล ประสาทรับรู้จะส่งไปแค่สมองซีกขวาที่ไม่ได้ทำงานด้านภาษา  รู้ว่าเป็นแอปเปิ้ล แต่ไม่สามารถพูดคำว่าแอปเปิ้ลออกมาได้" (เป็นที่มาจากงานวิจัยของ Fromkin&Rodman ค่ะ)

สุดท้าย เรื่องนี้เด็ด... ทำให้รู้สึกดีใจมากเลย ที่เลือกเรียนวิชานี้

"Helen Keller เป็นผู้หญิงที่ทั้งตาบอด และหูหนวกเป็นใบ้ ไม่สามารถเรียนรู้ภาษาได้จนอายุ 7 ขวบ เธอต้องใช้วิธีการให้สัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยมือจริงๆ จากนั้นจึงให้คนปกติเขียนคำคำนั้นลงบนฝ่ามือ เช่น ถ้าจะสอนคำว่าน้ำ ก็ให้เธอได้สัมผัสกับน้ำ จากนั้นพี่เลี้ยงก็จะเขียนคำว่า water ลงไปบนฝ่ามือเธอเรียนรู้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสามารถใช้อักษรเบรลได้ และสื่อสารกับคนปกติได้โดยการเขียน

ปัจจุบันมีมูลนิธิเพื่อผู้พิการทางสายตาเป็นชื่อของเธอเองที่ เว็บไซต์นี้ค่ะ http://www.helenkeller.org" (เวลา ที่เปิดหนังสือเรียนเล่มนี้ทีไร ก็มักจะเปิดอ่านเรื่องนี้ รู้สึกว่า คนที่เขามีกำลังใจ และความพยายามที่จะต่อสู้ยิ่งกว่าเรายังมีอีกมาก อ่านแล้วก็ไม่อยากจะท้อเลยล่ะค่ะ)



ส่วนวิชาที่เหลือนอกนั้น ก็เป็นวิชาเอก ก็คือ ภาษาญี่ปุ่นแล้วล่ะค่ะ อาจจะไม่มีเรื่องน่าสนุกเหมือนเลคเชอร์ต้นๆ แต่ก็มีอะไรน่าสนใจอยู่เหมือนกัน

วิชา Kaiwa: Conversation

- ประเทศญี่ปุ่นไม่มียาดม
- สามารถนั่งรถเมล์ไปลงท่าเตียน แล้วข้ามฟากไปวัดอรุณได้ (อาจารย์ให้เขียนอธิบายทางไปวัดอรุณเป็นการบ้าน ร้อยวันพันปีก็ไม่เคยไป...)
- คนญี่ปุ่นชอบอธิบายทางเป็นตัวเลขเช่น เดินไป 3 นาที หรือ เดินต่อไปอีกสัก 300 เมตร
- เวลาสั่งอาหาร ไม่ต้องใช้คำลักษณะนามตามนั้น เช่น ชา 1 ถ้วย ก็ไม่ต้องเรียกเป็น 一杯 ให้สั่งเป็น 一つ ได้เลย
- さき คือ ก่อน  แต่ さっき คือ เมื่อกี้ (โง่เป็นควายทะเลมาตลอดเลยคับพี่น้อง)
- そろそろ ใช้กับเฉพาะเมื่อเราจะเริ่มขอตัวเมื่อเรา อยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเวลานานแล้ว เท่านั้น


วิชา Reading & Oral Report


- じゃんけん (เป่ายิงฉุบ)ของประเทศมาเลเซีย ฆ้อน คือก้อนหิน กระดาษ คือน้ำ ส่วนกรรไกร จะทำมือเป็นปากนก และหมายถึงนก ส่วนของอินโดนีเซีย แปลกดี เป็นช้าง คน กับมด และเวลาตัดสิน คนที่ออกมด จะชนะช้าง (ซะงั้นด้วยแน่ะ)

- คำศัพท์ในร่างกาย เรื่องใกล้ตัว ที่ไม่ค่อยสนใจ

肩   かた     ไหล่              腰 こし            บั้นเอว
あご               คาง              唇 くちびる       ริมฝีปาก (เพิ่งรู้ว่าคันจิแบบนี้)
額 ひたい     หน้าผาก        おでこ              หน้าผาก
ひじ              ข้อศอก          爪 つめ           เล็บ
ひざ              เข่า               かかと              ส้นเท้า
つま先           ปลายเท้า

親指  นิ้วโป้ง                    人差し指            นิ้วชี้ 
中指  นิ้วกลาง                  薬指                  นิ้วนาง
小指  นิ้วก้อย


วิชา Choukai: Listening

- คนญี่ปุ่น(บางคน) ถือเรื่องการนำกระถางต้นไม้ไปเยี่ยมคนป่วย เพราะ 根(ね)(ราก)がついている จะออกเสียงคล้ายกับ 寝(ね)つく คือหมายถึง ต้องนอนอยู่อย่างนั้น ไม่หาย

- เวลาแต่งงาน คนญี่ปุ่นมีการส่งอีเมล หรือบอกกับเพื่อนว่า ตัวเองอยากจะได้ของขวัญอะไรในการแต่งงาน

- Time Service (タイム・サービス) ไม่ได้เกี่ยวกับการให้บริการ แต่แปลว่า ช่วงเวลานาทีทอง ที่จะมีการลดราคาหั่นแหลกกันตามตลาด หรือห้างสรรพสินค้า


วิชา ภาษาญี่ปุ่นขั้นกลาง


- 「~であろうと」 = 「~でも」

- リサイクル運動 ไม่ใช่ "การออกกำลังกายแบบรีไซเคิล" (มันเป็นยังไงวะนั่น) แต่แปลว่า "การรณรงค์ขับเคลื่อน เรื่องของการรีไซเคิล" ต่างหาก

- คำศัพท์ทางร่างกายที่ใช้ในการแพทย์

器官          きかん  อวัยวะ
刺激           しげき  การกระตุ้น
脳              のう    สมอง(โน สมอง= ไม่มีสมอง = =+)
神経           しんけい เส้นประสาท
誤作動       ごさどう การทำงานที่ผิดปกติ (ในร่างกาย)
調査           ちょうさ  การตรวจ
症状            しょうじょう อาการ (自覚症状 = อาการที่สังเกตรู้ได้ด้วยตัวเอง)
生理           せいり  สรีระ (บางครั้งแปลว่า ประจำเดือนก็ได้)
反射運動    はんしゃうんどう ปฏิกิริยาตอบสนอง (Reflection)
異物           いぶつ สิ่งผิดปกติในร่างกาย



และแล้ว ก็ใช้เวลาประมาณเกือบสามชั่วไปกับการไว้อาลัยการสอบกลางภาคทั้ง 7 วิชา สามารถจัด Ranking ได้ดังนี้

เขียนโหดที่สุด - Typography (โจทย์สองข้อ กับสมุดหนึ่งเล่ม)
ผิดคาดที่สุด - ภาษาญี่ปุ่นขั้นกลาง (ไม่น่าเครียดกับมันขนาดนั้นเลย)
มึนสุด - Linten นิ่ง............
เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวาที่สุด - Part Listenนิ่ง... วิชา Kaiwa
ชิวสุด - จิตวิทยา (ก็เข้าไปนั่งจิ้มๆๆ อย่างเดียวเลยนิ...)


ได้เวลาต้องเตรียมตัวไปเรียนภาษาเกาหลีต่อแล้วคับพี่น้อง... ยังเหลือการสอบในชีวิตอีกมากมายนัก ทั้งสอบภาษาอีกสองสามรอบ ยังไม่ทันจะหายใจหายคอ เดี๋ยวก็ต้องมีสอบปลายภาคอีกแล้ว แต่...ก็เหมือนกับที่มีนักปรัชญาบอกเอาไว้ทำนองว่า

 

"ชีวิตก็เหมือนบทเรียน ที่บททดสอบสุดท้าย มักจะมาก่อนบทเรียนแรกเสมอ"

 
(เอาไว้เดี๋ยวหาที่มาแน่นอนได้แล้วจะมาบอกอีกทีค่ะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นของ Anonymous นะ)
 
 
 
สุดท้ายนี้... มีความสุขทุก