2008/Jul/21

สำหรับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นหลายๆ คน อาจจะประสบปัญหาแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

คือ เมื่อคนรอบๆ ตัวตั้งแต่พ่อแม่พี่น้อง ยันร้านถ่ายเอกสารหน้าปากซอย รู้ว่าคุณเรียนภาษาญี่ปุ่น หรือมองเห็นรำไรว่าเป็นภาษาอะไรสักภาษาที่ไม่ใช่ทั้งไทย และอังกฤษ ก็มักจะโดนคำถามคล้ายๆ กัน ราวกับนัดกันมา

จากการใช้ชีวิตของผู้ศึกษาภาษาญี่ปุ่นมาตลอดระยะเวลาห้าปีในสถาับันภาษาญี่ปุ่นเพื่อการเอาตัวรอด ก็ทำให้พอจะไล่เรียงคำถามที่พบบ่อยได้ดังนี้

 

Q: ภาษาญี่ปุ่นยากไหม?

A: ยากค่ะ

โดยปกติ ถ้าโดนถามคำถามแบบนี้ เมื่อก่อนจะสาธยายยาวยืด แต่หลังจากที่ได้จัดอันดับให้คำถามนี้ได้รับความนิยมสูงสุดแล้ว ก็เหลือเพียงคำตอบสองพยางค์สั้นๆ นั่นแหละ

ความจริงก็คือ... ถ้าเกิดว่าลองไปถามคนที่เรียนภาษาจีน เกาหลี อาหรับ บาหลี สเปน รัสเซีย 9ลอ9 ก็จะได้รับคำตอบเช่นเดียวกันว่าภาษาที่เรียนอยู่นั้น "ยาก"

ถามว่าทำไม ก็มักจะอธิบายง่ายๆ ว่า แล้วภาษาไทยยากหรือเปล่า? ร้อยทั้งร้อยก็ต้องพยักหน้าแล้วก็ตอบว่ายาก การเรียนภาษาต่างประเทศก็เช่นเีดียวกัน เพราะการเรียนภาษาเป็นอะไรที่ไม่มีที่สิ้นสุด มีคำศัพท์ที่เราไม่รู้อยู่เสมอ มีการใ้ช้ประโยค หรือใช้คำที่เราไม่เคยเห็นอยู่เสมอ... ขนาดในภาษาไทยยังมีเลย แม้แต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตที่ใ้ช้ยกแทนดัมเบลได้ก็ยังระบุเอาไว้ไม่ครบด้วยซ้ำ

และเมื่อเรียนรู้ระบบของแต่ละภาษา จนพอสื่อสารได้ในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าไม่หยุด หรือเลิกเรียนไปเสียก่อน ขั้นต่อไปของการเรียนภาษาก็คือ พัฒนาการใช้ภาษานั้นให้คล่อง เป็นธรรมชาติ และสละสลวย จนใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากที่สุด เท่าที่เห็น นั่นมักจะเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของการเรียนภาษา

เพราะฉะนั้น ถ้าขึ้นชื่อว่าเรียนภาษาแล้ว ไม่ว่าภาษาอะไร ก็ตอบได้โดยไม่ต้องคิดเลยคะ่ว่า "ยาก" ทั้งนั้น

 

Q: ทำไมเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่เขียนภาษาจีน?

A: หลายครั้งที่นั่งคัดคันจิอยู่ หรือบางทีอ่านหนังสืออยู่ ไปร้านถ่ายเอกสารบ้างอะไรบ้าง แต่สรุปคือ พอคนอื่นเ็ห็นเราอ่านอะไรที่มีคันจิเยอะๆ หน่อย ก็มักจะโดนทักแบบนี้ ได้ยินคำถามทีไรก็อยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้มันรู้แ้ล้วรู้รอดไป บางทีก็คิดละ ว่าต้องถาม กะว่าจะบอกก่อนเลยดีไหม ก็กลัวจะหน้าแตก แต่สุดท้าย ถ้าซื้อหวยก็คงถูก.. โดนถามจริงๆ = =+

นั่นไม่ใช่ภาษาจีนค่ะ แต่เป็นอักษรประเภทหนึ่งที่ใช้ในภาษาญี่ปุ่น 

ถ้าให้เ้ท้าความก็คือ ภาษาญี่ปุ่นจะมีตัวอักษรอยู่สามประเภท คือ ตัวคานะ แบ่งเป็น ฮิรางานะ กับคาตาคานะ ตัวโรมาจิ (เพิ่งจะบัญญัติใหม่) หรือตัวโรมัน ซึ่งก็คือ เอาภาษาอังกฤษมาเขียนเป็นคาราโอเกะนั่นแหละ และอีกประเภท ที่ถูกถามถึงบ่อยๆ ที่สุด ก็คือ คันจิ

ปกติแล้ว เวลาโดนถามก็จะอธิบายสั้นๆ ว่า คันจิ เป็นตัวอักษรภาษาจีนที่คนญี่ปุ่นใช้ เท่านั้น

แต่ถ้าให้อธิบายอีกนิด ก็คือ ภาษาจีนกับภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาในตระกูลเดียวกัน เหมือนภาษาเกาหลี เมื่อก่อนทั้งสามภาษานี้ ไม่มีอักษรเป็นของตัวเอง และใช้ตัวอักษรเดียวกันคือ อักษรจีน แต่การออกเสียงนั้นจะไม่เหมือนกัน ทางด้านเกาหลีนั้น ปัจจุบันมีการใช้อักษรของตัวเองที่เรียกว่า ฮังกึล มากขึ้น จนแทบจะไม่เห็นการใช้อักษรจีนแล้ว (ยกเว้นในการใช้ชื่อเฉพาะ ที่ยังพอมีให้เห็น) แต่สำหรับภาษาญี่ปุ่นแล้ว ยังมีการใช้อย่างเป็นทางการและแพร่หลาย มากมาย จนคนเรียนแทบจะวายป่วง (เริ่มนอกเรื่องเป็นความรู้สึกส่วนตัว) คือใช้ควบคู่กับตัวคานะ ที่เป็นอักษรแบบญี่ปุ่นไปเลย

การใช้ัอักษรจีนในภาษาญี่ปุ่น หรือตัวคันจิ จะแตกต่างจากการใช้ในภาษาจีนคือ ภาษาจีนก็จะใช้อักษรเหล่านี้ล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำในไวยากรณ์ หรือคำศัพท์ที่เป็นนาม กริยา วิเศษณ์ ฯลฯ แต่สำหรับในภาษาญี่ปุ่น อักษรคันจิจะใช้เฉพาะในคำศัพท์เท่านั้นค่ะ ส่วนในไวยากรณ์นั้นก็จะใช้ตัวคานะเข้ามาแสดงเหมือนเครื่องหมายที่จะทำให้เราเห็นถึงการผันรูปในไวยากรณ์

มีคนบางคนให้คำนิยามของการใช้ตัวอักษรคันจิ กับตัวอักษรคานะในภาษาญี่ปุ่นไว้ว่า

 "คันจิ ก็เหมือนกับอิฐ ที่อยู่เป็นก้อนๆ  กระจัดกระจาย แต่คานะ จะเปรียบเหมือนกับปูน ที่ฉาบเชื่อมเอาตัวคันจิ
เหล่านี้เ้ข้าไว้ด้วยกัน"

ถ้าพูดอย่างนี้ ก็คงพอจะเห็นภาพนะคะ

 

Q: ภาษาญี่ปุ่นเหมือนภาษาจีนหรือเปล่า?

A: ไม่เหมือนค่ะ

ภาษาญี่ปุ่นกับภาษาจีนเป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน อาจจะมีการออกเสียงหลายคำที่เหมือนจะเพี้ยนมาบ้าง หรือตัวอักษรก็อาจจะดัดแปลงมาบ้าง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องลักษณะโดยรวมแล้ว ถือว่าแตกต่างกันมากค่ะ

ที่เห็นได้ชัดคงจะเป็นเรื่องการเรียงโครงสร้างประโยค ภาษาจีนจะเรียงคล้ายกับภาษาอังกฤษ จากหน้าไปหลัง ส่วนภาษาญี่ปุ่น ก็จะกลับกันเลยค่ะ เป็นจากหลังไปหน้า เคยมีรุ่นพี่แนะนำว่า ถ้าจะเรียนสองภาษานี้ไปด้วยกัน ก็ควรจะคิดดูดีๆ ก่อน

แต่โดยส่วนตัว ภาษาที่คิดว่าใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากที่สุดแล้ว ก็คงจะเป็น ภาษาเกาหลีค่ะ เพราะการเรียงโครงสร้างประโยค เหมือนกันเป๊ะ เปลี่ยนแต่คำ และอาจจะมีการใช้คำช่วยที่แตกต่างจากภาษาญี่ปุ่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แถมบางคำยังออกเสียงเหมือนกันเด๊ะเลย

 

Q: อยากเรียนภาษาญี่ปุ่น ต้องเริ่มจากอะไรก่อน?

A: ถ้าเจอคำถามแบบนี้ คงต้องถามกลับก่อนค่ะว่า อยากจะเรียนแบบไหน เพราะภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่มีอักษรเป็นของตัวเอง รูปประโยคหรือวลีต่างๆ ก็มีการใช้ที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ทำให้รายละเอียดปลีกย่อยค่อนข้างเยอะ ถ้าหากไม่มีเวลามากจริงๆ หรือไม่ได้ต้องการที่จะศึกษาภาษาญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งจริงๆ ก็น่าจะเลือกเรียนให้ตรงกับจุดประสงค์ไปเลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการท้อ และถอยได้ง่าย ๆ

แต่ถ้าหากคิดว่าจะเรียนอย่างจริงจังเลย ก็แน่นอนว่าย่อมต้องเริ่มจากการจดจำตัวอักษร โดยเริ่มจากตัวคานะก่อน แล้วค่อยเป็นคันจิระดับต้นๆ และยากขึ้นตามลำดับ รูปประโยคก็เช่นกัน หากจะเรียนอย่างจริงจัง แม้กระทั่งการใช้คำช่วย ไวยากรณ์เล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องให้รายละเอียดในตรงนี้มาก เพราะเมื่อเรียนขั้นสูงขึ้นไป ก็จะได้นำพื้นฐานตัวนี้ออกมาประยุกต์ใช้ไ้ด้เลย

ในขณะเดียวกัน ถ้าจะเรียนแค่ให้พูดได้ จีบสาวเป็น หรือทำงานกับคนญี่ปุ่นพอได้ในระดับหนึ่ง (ไม่ใช่้ข้อสอบวัดระดับนะ) ก็จะเป็นการเรียนโดยเน้นแบบฟังพูดค่ะ มีหลายบริษัทเหมือนกัน ที่มีการจัดคอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นให้กับพนักงาน โดยที่เน้นการพูดและฟัง เรื่องของตัวอักษร การอ่านเขียน ก็จะไม่ได้สนใจมากนัก อาจจะบอกให้พอรู้ แล้วจะจำหรือไม่อันนั้นก็เป็นเรื่องของผู้เรียนเอง เพราะฉะนั้น ในตำราเรียนแบบนี้ ก็จะใช้ตัวอักษรแบบโรมาจิทั้งหมด หรือแทบทั้งหมดค่ะ พอเรียนจบ ก็จะสามารถพูดได้เหมือนกัน แต่ก็คงจะไม่ได้เรื่องการอ่านไปสักเท่าไรนัก

 

Q: ตัวคันจิยากไหม?

A: ยากค่ะ

หลายคนพอเริ่มสนใจเรียนภาษาญี่ปุ่น หรือหลวมตัวเรียนไปแล้ว ก็มักจะถามต่อด้วยคำถามนี้ ปกติก็มักจะตอบสั้นๆ ง่ายๆ อีกแล้ว คือไม่ได้อยากจะขู่ แต่อยากจะให้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อน ถ้าไม่ไหวก็แนะนำว่า ไปหาอย่างอื่นทำดีกว่า ก็เหมือนกับหลายๆ เรื่อง ที่เราไม่ควรจะเลือกทำเพราะคิดว่ามันเท่ห์ แต่ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จกับมันจริงๆ ก็คือความตั้งใจ... เพื่อนๆ สมัยมัธยมที่กอดคอมาเรียนด้วยกัน แรกสุด มีสี่สิบห้าคน แต่จบออกไปจริงๆ แค่ยี่สิบเจ็ด ก็คิดดูแล้วกันล่ะค่ะ

กลับมาเข้าเรื่องของคันจิต่อ (เผลอใส่อารมณ์ส่วนตัวไปอีกจนได้สินะ) ถ้าถามกันตามตรงๆ คงตอบไม่ได้ว่ามันยากยังไง ทุกทีถ้าโดนถามก็มักจะอธิบายว่า ถูลู่ถูกังมาจนป่านนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคันจิมันมีทั้งหมดกี่ตัวกันแน่ (ขอโชว์โง่หน่อยเถอะ เคยมีคนบอกแต่ก็ลืมไปแล้ว ใครจำได้ โปรดช่วยย้ำให้ฉันมั่นใจอีกที...) แต่ที่แน่ๆ คือมีคันจิอยู่ประเภทหนึ่ง ที่เรียกกันว่า โจโยคันจิ คือ คันจิที่จำเป็นต้องรู้ เพราะใช้มากในชีวิตประจำวัน และในการศึกษาขั้นพื้นฐาน คิดรวมเบ็ดเสร็จแล้วก็เหยียบ ๆ สองพัน แค่นี้บางคนก็ร้องโหไม่ต้องพูดต่อแล้ว

แต่เจ้าหนูจำไมบางคน ยังสงสัยต่อไปว่า แล้วเรียนยังไง คันจิ มันอ่านไ้ด้ยังไ ผสมกันยังไง

อักษรประเภทนี้ไม่ต้องมีการผสมให้เกิดคำเหมือนภาษาไทย แต่ละตัวมีเสียงอ่าน และมีความหมายเป็นของตัวเอง สิ่งที่เราต้องทำก็'แค่' ต้องจำ รูปร่าง คำอ่านของอักษรแต่ละตัว ให้ได้เท่านั้น (แล้วคำอ่านก็ใช่ว่าแต่ละตัวจะอ่านได้แบบเดียวหรอกนะ) โอ... ยิ่งพูดยิ่งปวดหัวค่ะ สาธยายไปก็จะหาว่าขู่ผู้มีใจเริ่มต้น เอาเป็นว่า ถ้าคิดจะจริงจัง ก็เตรียมใจกันไว้เลยจะดีกว่า

 

Q: "จัง" "ซัง" "คุง" ที่ต่อท้ายชื่อ ต่างกันยังไง ทำไมต้องมี?

A: คำถามนี้เพิ่งโดนสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้ (เพื่อนเดินมาเล่นที่ห้อง) แต่ก็เป็นอะไรที่เจอบ่อยเหมือนกัน เคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่า ที่แม่ส่งเรามาเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็อาจจะเพราะเหตุผลนี้ก็ไ้ด้ เพราะจำได้ว่าแม่อยากรู้มานานมากแล้วก่อนที่เราจะได้เรียนภาษาญี่ปุ่นซะอีก

แล้วพอเริ่มเรียน กลับบ้านไปวันแรก แม่ก็ุถามเลย "สรุปว่าู้รู้หรือยัง ว่าไอ้จัง ซัง คุง อะไรนี่มันคืออะไร?"

คำถามนี้ไม่ถือว่าซีเรียสเท่าไร เพียงแค่เจอบ่อยเท่านั้น สนุกดีเหมือนกันเวลาได้อธิบาย

เริ่มจาก "จัง" ก็แล้วกัน คำนี้ ได้ยินกันบ่อย แม้แต่คนไทยที่นึกอยากจะน่ารักอาโนเนะกับเขาก็เอาชื่อตัวเองมาใ่ส่คำคำนี้ต่อท้ายกันก็เห็นอยู่มาก จริงๆ แล้ว คำคำนี้ เมื่อนำมาต่อท้ายชื่อ หรืออะไรก็ตาม ก็จะให้ความรู้สึกถึงความน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ นั่นแหละค่ะ

คนญี่ปุ่นมักจะใช้คำว่าจัง ต่อท้ายชื่อของคนที่สนิท หรือคนที่อายุน้อยกว่า

ถ้าเพื่อนผู้หญิง ใช้ต่อท้ายชื่อเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน โดยมากแล้ว ก็คือเพื่อนที่สนิทกันค่ะ

ถ้าเพื่อนผู้หญิง ใ้ช้ต่อท้ายชื่อของผู้ชาย ไม่แน่ว่า ถ้าไม่สนิทกันมาก หรือผู้ชายคนนั้นไม่ได้ทำตัวตลกโปกฮาน่ารักมากๆ ก็คงเป็นแ่ฟนกันค่ะ

ถ้าผู้ใหญ่ ต่อท้ายชื่อของเด็ก ไม่ว่าเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายก็ตาม ก็จะแสดงถึงว่าเ็อ็นดูค่ะ

บางครั้ง เราก็ใช้คำคำนี้ต่อท้ายอย่างอื่นนอกจากคนด้วย เช่น เนโกะจัง ก็หมายถึงแมวที่น่ารักๆ (ในความรู้สึกของคนพูด) เป็นต้นค่ะ

ส่วนคำว่า "ซัง" พูดง่ายๆ คือแปลว่า "คุณ" ใช้ต่อท้ายไ้ด้ทั้งชื่อ และนามสกุล แต่ถ้าเป็นนามสถุล แนะนำว่าไ่ม่ควร เพราะคำนี้ จะใช้เพื่อการยกย่อง อีกฝ่ายหนึ่ง กับคนที่ไม่ค่อยสนิทกัน หรือคนที่เรา้ต้องการให้ความเกรงใจ

และก็คล้ายๆ จัง ที่บางครั้ง เราก็ใช้ต่อท้ายคำนามอื่นที่ไม่ใช่ชื่อคนได้ด้วย อย่าง อุนเตนชิซัง ถ้าแปลตรงตัว ก็ คุณคนขับรถ ยะไซยะซัง ก็คุณร้านขายผัก เป็นต้น

ส่วนอันสุดท้าย คำว่า "คุง" คำนี้ ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าใช้กับเด็กผู้ชาย ซะส่วนมาก

ก็คือคล้ายๆ กับ "จัง" แต่ว่า ใช้กับเด็กผู้ชายนั่นเอง ทีนี้ ก็มีกรณีพิเศษอยู่ที่ว่า ถ้าเกิดว่าใช้กับเด็กผู้หญิงเข้า ก็แสดงว่าต้องเป็นเด็กผู้หญิงที่ออกจะกระโดกกระเดก ดื้อๆ หน่อย ตอนที่อยู่ที่ญี่ปุ่น พ่อก็ชอบเรียกเรากับพี่สาวแล้วต่อท้ายด้วย "คุง" เหมือนกันแฮะ...

แต่การใช้คำเหล่านี้ มีข้อแม้อยู่นะคะว่า เราจะไม่ใช้เรียกตัวเองค่ะ เช่น เราจะไม่บอกว่า "ฉันชื่อ... ซัง" หรือ "(ชื่อตัวเอง)จัง จะไปหาเธอพรุ่งนี้นะ" สรุปก็คือ ใช้ต่อท้ายชื่อคนอื่นเท่านั้นนะคะ ส่วนชื่อตัวเอง ก็พูดแต่ชื่อก็พอ

 

""""""""""""

จริงๆ ยังมีอีกเยอะ แต่ที่เอามารวม และอธิบายอย่างละเอียด (มาก) ตรงนี้ คือคำถามที่เจอมาบ่อยที่สุด ตลอดระยะเวลาห้าปี (แต่ก็ใช่ว่าเรียนมานานจะได้เรื่องอะไรสมกับกาลเวลาหรอกนะ...)

ถ้าใครเจอบ่