2008/May/25

สำหรับเอนทรี่ที่แล้ว ฝั่งฟ้าคงจะขอดราฟต์เอาไว้...

หลายคนใส่ใจกับความรู้สึกเล็กๆ (แต่น่ากลัวนั้น) ต้องขอขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี้

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่คนเราจะค่อยๆ เติบโต และเรียนรู้...

ในวันนี้ ฉันรู้สึกว่ามันไม่แน่... ฉันอาจจะไม่ค่อยได้เขียนอะไรที่ทุรนทุรายแบบนั้นบ่อยๆ อีกแล้ว

...

..

หลังจากกลับดาวอื่นไปเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ

ได้ใช้ชีวิตแบบพบกันครึ่งทาง ระหว่างธรรมชาติ และเทคโนโลยี

... ความสงบ และความวุ่นวาย

ไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติธรรมที่วัดไหน เพราะที่บ้านของฉันมักจะพูดคุยกันถึงเรื่องของปรัชญา ความคิด ศาสนา การบ้านการเมือง ฯลฯ กันอยู่แล้ว

และพอมีหนังสืออะไรดีๆ ก็จะแนะนำกันให้อ่าน โดยเฉพาะคุณพ่อเป็นหัวเรือใหญ่

การกลับบ้านไปอยู่อย่างสงบเป็นเวลานานขนาดนี้ เลยทำให้ฉันเหมือนได้ฝึกตัวเอง ได้นั่งมองจิตใจตัวเอง การกระทำตัวเอง ปรึกษาในข้อสงสัยของตัวเองที่มีเมื่ออยู่ในโลกอันวุ่นวายภายนอกได้ แทบไม่ต่างจากการไปปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิอะไรทำนองนั้นนัก

วันนี้ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 7.30 - 16.00 โดยประมาณ เป็นช่วงเวลาที่ทำให้อ่านหนังสือไปได้ถึง 2 เล่ม

เล่มแรกคือ อัจฉริยะสร้างได้ ที่อ่านมาตั้งแต่เมื่อคืน พอจบก็หยิบอีกเล่มคือ เข็มทิศชีวิต (เล่มนี้พ่อซื้อให้) ขึ้นมาต่อ

พอได้อ่านทั้งสองเล่มแล้ว ก็อยากจะแนะนำต่อทันที แปลกดีที่หนังสือสองเล่มมันเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ เอาชนิดที่ว่าให้เปรื่องทั้งทางโลกและทางธรรมกันไปเลยทีเดียว

แต่จริงๆ แล้วอยากจะแนะนำให้อ่าน "เข็มทิศชีวิต" ก่อน (มีแลกซื้อที่เซเว่นอีเลเว่น เห็นไหมว่าคุณธรรมน่ะหาซื้อง่าย แต่ทำให้มันติดตัวน่ะยาก) เพราะถ้าให้เปรียบ เข็มทิศชีวิต ก็จะเหมือนส่วนที่ช่วยเราแก้ปัญหา ล้างใจ ล้างสมองเราจากเรื่องที่ไม่ดี ที่บั่นทอนสมรรถภาพในการดำเนินชีวิตทั้งเรียน และทำงานของเรา ให้กลับมาเต็มศักยภาพที่เราเคยมีมาแต่ก่อน

ส่วน อัจฉริยะสร้างได้ ก็จะเป็นส่วนที่ช่วยฝึกฝนการพัฒนาศักยภาพที่เรามีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

 เรียกง่ายๆ คือ เหมือนยาสองตัว ที่ใช้ รักษา กับ บำรุง นั่นแหละค่ะ

...

..

อัจริยะสร้างได้ เขียนโดย วนิษา เรซ หรือ หนูดี เข้าใจง่ายๆ คือเป็นคนที่เรียนและวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสมองของมนุษย์ ตั้งแต่โครงสร้าง กระบวนการทำงาน ฯลฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกับคนที่เข้าใจกระบวนการทำงานขององค์กร ก็มักจะมีแนวคิดในการทำงานในองค์กรนั้นๆ

แต่เผอิญว่าองค์กรที่เธอกำลังกล่าวถึงนี้มันคือองค์กรในหัวของเรา ซึ่งโดยทั่วไปมักจะไม่ค่อยมีใครเข้าใจ เรื่องของการพัฒนาสมองโดยนำความรู้เรื่องของกระบวนการทำงานในสมองมาใช้นั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง

ถ้าพูดมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะเริ่มอ้าปากหาวกันแล้ว... ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในคนที่เริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความไม่รู้เรื่อง เบื่อ และปะปนอคติ (คิดว่าสภาพแวดล้อมของเรากับผู้เขียนยังต่างกันมาก อัจฉริยะสำหรับฉันเป็นไปไม่ได้ ทั้งที่ความจริงสภาพแวดล้อมมันเป็นแค่ส่วนบางๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น)

แต่เมื่อได้ลองอ่านไปเรื่อยๆ จากที่ทนอ่านก็กลายมาเป็นการวางไม่ลงไปในพริบตา ยิ่งได้ลองอ่านจากบทสัมภาษณ์ของอัจฉริยะด้านอื่นๆ มันทำให้ฉันรู้สึกว่า...

"คนอัจฉริยะ ไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นคนที่ใจกว้าง และมีความสุข"

คงเคยได้ยินว่า อย่าทำตัวเหมือนแก้วที่เต็มแล้ว เพราะเราจะไม่สามารถรับอะไรเข้าไปได้อีก

อัจฉริยะก็มีพื้นฐานเช่นนั้น พวกเขามักจะทำตัวเหมือนแก้วที่ว่างอยู่เสมอ แม้เราจะเรียกเขาว่าอัจฉริยะ แต่เขายังยอมรับตัวเองว่ายังมีเรือ่งที่ไม่รู้อยู่เสมอ และไม่กลัวที่จะโง่ ไม่กลัวที่จะพลาด เพราะนั่นคือโอกาสที่พวกเขาจะได้เรียนรู้...

ฉันสรุปจากหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดได้เท่านี้เอง... เหมือนจะง่ายกว่าที่คิด ไม่เห็นต้องมานั่งค้นเรื่องสมองให้วุ่นวาย

อันที่จริง การที่เธอนำเรื่องของสมองมาเกี่ยวข้อง ก็เป็นแค่เรื่องของทิปส์เล็กๆ ในการพัฒนาสมองตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ และเพื่อยืนยันว่า "เราทุกคนมีสมองเหมือนกัน และตามทฤษฎีเรามีสิทธิ์ที่จะฉลาดได้เท่าๆ กัน" เท่านั้น

 

ทีนี้มาว่าถึง "เข็มทิศชีวิต" เขียนโดย ฐิตินาถ ณ พัทลุง คนที่เคยประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต และอยู่ๆ ก็ดิ่งลงต่ำสุดในชั่วพริบตา

พอเปิดอ่านก็รู้ได้ทันทีว่า สมควรที่จะอ่านก่อนอัจฉริยะสร้างได้เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ดันหยิบมาอ่านทีหลังเสียแล้ว (ก่อนหน้านั้นเคยอ่านไปแล้วครึ่งเล่ม แล้ววางไว้) ถึงกระนั้นก็ยังคิดว่า จะอ่านหนังสือเล่มนี้อีกสักรอบ แล้วกลับไปอ่านอัจฉริยะสร้างได้อีกสักรอบ เพื่อให้ตรงหลักสูตรออยู่ดี

อย่างที่บอกคือ เพราะ หนังสือเล่มนี้ เหมือนยารักษา ฉันเองก็มีเรื่องคับใจอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องของตัวเอง เรื่องของคนอื่น สิ่งที่จะบอกเราในหนังสือเล่มนี้ความจริงมีหลักๆ อยู่ก็คือ

  "ไม่มีอะไรที่แน่นอนในชีวิต ทุกสิ่งเกิดขึ้น มีอยู่ แล้วก็จะเปลี่ยนแปลง ดับไป"

ไม่ว่าความทุกข์ ไม่ว่าความสุข ขอเพียงแต่เราไม่เอาใจไปยึดกับมัน เหมือนเวลาที่เรานั่งสมาธิจนปวด หรือบาดเจ็บตรงไหน ลองทำใจนิ่งๆ นั่งดูความปวดของเราเฉยๆ รู้ว่าเจ็บนะ ปวดนะ แล้วก็เฉยๆไว้ ไม่ต้องอดทน ไม่ต้องภาวนาว่าเมื่อไรมันจะหายไป ให้รู้ว่า แล้วมันจะหายไปเอง สักวันหนึ่ง เพราะทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง

อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะมหัศจรรย์ตรงที่เราหายปวด ไม่ว่ายังไงเราก็ยังปวดอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ เพียงแต่มันอาจจะมหัศจรรย์ตรงที่ว่า ใจเราไม่ปวดด้วยแล้ว ไม่ทุกข์ด้วยแล้ว ความปวดไม่ได้เป็นทุกข์ ใจเราที่อยากจะให้มันหายปวดต่างหากที่เป็นทุกข์

ไม่ว่าจะปวดกาย หรือปวดใจ... ล้วนแต่เป็นเช่นเดียวกัน...

 ฉันประทับใจความคิดหนึ่งที่บอกไว้ในหนังสือเล่มนี้คือ

"คนอื่นแทงเราได้แค่ครั้งเดียว แต่มีแต่เรานั่นแหละ ที่หยิบมีดเล่มนั้นมาแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก"

มันใช่จริงๆ ที่ฉันชอบหนังสือเล่มนี้ก็เพราะว่าทุกสิ่งที่เขาเขียน มันจริงทุกคำ ทุกความรู้สึก เหมือนมีคนมานั่งอ่านใจเรา แต่ทั้งที่จริงก็คือ มันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน จะเป็นหนี้ อกหัก หรือเป็นโรคร้าย มีปัญหากับเจ้านาย ฯลฯ ใช่ว่าเราเจ็บเราปวดได้คนเดียวเสียเมื่อไร แต่คนอื่นก็เจอได้เหมือนๆ กับเรา

วันนี้ฉันเลยหยุดคิดตามช้าๆ .... คงถึงเวลาที่ฉันต้องวางมีดลงแล้ว

และมันก็บังเอิญไปตรงกับที่ฉันกับพ่อได้คุยกันเรือ่งของคำว่า "ปรมัตถ์" ซึ่งก็พูดง่ายๆ คือการวางเฉย เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ไม่รู้สวย รู้ขี้เหร่ ไม่รู้หอม รู้เหม็น ไม่รับรู้อะไรนอกจาก "ได้รับรู้แล้ว"... ซึ่งกว่าที่จะฝึกได้ถึงขนาดนั้น คงยากเอาการ ตอนแรกฉันก็คิดว่าคงยังเป็นเรือ่งไกลตัว แต่ในพอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็บอกไว้อีกว่า

เมื่อก่อน ใจของเราจะ ปรุง - คิด - ทุกข์

แต่เมื่อเราวางมีดของเราลงได้ ตามความคิดของเราได้ และวางเฉยต่อมันทัน เราจะเปลี่ยนเป็นแค่

ปรุง - คิด - รู้

คือไม่ต้องถึงขั้น ปรมัตถ์ เราอาจจะได้กลิ่น รู้ว่าหอม รู้ว่าเหม็น แต่ไม่มีคำว่าชอบไม่ชอบ เกลียด หรืออยากได้ตามมา คือรู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป

อันนี้ง่ายกว่ากันเยอะ ฉันเองก็เคยทำมาบ้างแล้ว แต่ทำเฉพาะเมื่อคราวจำเป็น คราวที่ช่วยไม่ได้ ออกแนวทำใจซะมากกว่า แต่ในวันนี้นั่งรถมา ลองทำแบบนี้กับทุกเรื่องดู รู้สึกว่าตัวเองหวั่นไหวน้อยลงมาก ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่เหนื่อยอีกต่างหาก

ฟังเพลงก็ไม่เศร้า เห็นคนอื่นรักกันก็ไม่น่าอิจฉา เห็นอะไรก็ไม่ทุรนทุรายอยากได้อยากกิน มันเฉยไปหมด แต่ไม่ใช่เฉื่อยชา... รู้สึกว่าเหมือนความคิดเราก็ได้พัก คิดว่าถ้าฝึกทำแบบนี้ได้นานๆ คงจะสุขภาพจิตดีขึ้นเป็นเส้นกราฟแบบตั้งฉากอย่างแน่นอน ฉันเองก็อยากจะลองทำต่อไป

จะไม่โทษกรรม โทษเวร แต่คิดซะว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ ความจริงคือคนเราก็เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ พัฒนาการเรื่อยมา จนมีสมองที่พระเจ้าไม่ได้ให้ แต่เป็นเรื่องของธรรมชาติ และสมองก็พัฒนาเป็นความคิด จากความคิดเลยกลายเป็นอารยธรรม ความโลภ โกรธ หลง อยากมีอยากได้ ได้เริ่มขึ้นตรงนี้... จนเป็นสังคมที่วุ่นวายทุกวันนี้

แต่ถ้าเราลองหยุดความคิดเอาไว้เสียตรงนี้... แล้วคิดย้อนกลับไปอีกที

เราก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตนหนึ่งเท่านั้นเอง

ทุกอย่างเรากำหนด เราสร้างขึ้นมาทั้งนั้น ความรัก เงินตรา อำนาจ กฏหมาย ถ้าเราไม่มี เราก็ไม่ต่างจากเดียรัจฉาน ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่ามันไม่ดีตรงไหน แค่มันไม่มีสมองพอที่จะสร้างสิ่งรูปธรรมลวงตาอย่างเราได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันกำลังจะทำให้โลกแตก...

แต่กลับเป็นเรา... สัตว์ประเสริฐ ที่มีสมองอันล้ำเลิศแต่ใช้กันไม่เป็นนี้ต่างหาก

...

..

สุดท้าย ฉันว่าน่าจะมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ จากหนังสือสองเล่มนี้ที่น่าจะตรงกันเป๊ะๆ อยู่อย่าง

คือเรื่องของ การมีสติ

ตอนแรกที่เจอ ในหนังสืออัจริยะสร้างได้ มีเคล็ดลับที่ว่า "หายใจถูก สมองไว"

... การหายใจให้ถูกคือ การหายใจเข้าให้ลึก และ ช้า เราจะมีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น สมองก็ทำงานได้ดีขึ้น (คิดได้ไง แค่หายใจดี ก็ฉลาดได้ ง่ายขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อ)

วิธีคือ หายใจเข้าจนสุดไปถึงท้อง หายใจเข้าท้องก็จะป่อง แล้วหายใจออกท้องก็จะยุบ

ซึ่งความจริง มันไม่ได้เห็นชัดเจนจากภายนอกขนาดนั้น เพราะตอนแรก ฉันเริ่มสงสัยเหมือนกันว่าถ้าเกิดมันเป็นแบบนั้นจริงๆ หายใจแบบนั้นตลอดเวลาจริงๆ เราจะตลกไหม จะเหมือนคางคกหรือเปล่า

แต่สุดท้าย พอลองทำเข้าจริงๆ ก้มดูตัวเอง มันไม่ใช่สายตาที่เห็นว่ามันป่อง หรือมันยุบ แต่มันเป็นความรู้สึกของเราต่างหาก

เข้ากับหลักการของ เข็มทิศชีวิต พอดี ที่ทำให้เรามีสติ รับรู้ว่านี่นะ ลมหายใจเข้า รู้สึกว่ามันสุดเกินกว่าที่จะไปได้แล้ว รู้แล้วนะ ทีนี้ก็หายใจออก... รู้ตัวตลอดเวลา

อันนี้เริ่มไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ใช้กุศโลบาย

จะเป็นหนูดีอ้างถึงออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องของสติ

หรือจะเป็นหลักการทางพระพุทธศาสนาที่อ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว แต่ใช้กุศโลบายในเรือ่งของสติ...

หรือจะเป็นทั้งสองอย่างประกอบกันก็ไม่แน่ใจ

แต่เอาเป็นว่า ก่อนที่จะรู้เรื่องนี้ ฉันก็เคยทำมาบ้างแล้ว เวลาที่รู้สึกวุ่นวาย เศร้ามาก เหงามาก โกรธมาก สับสน นอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านี้ แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในอารมณ์เศร้า หายใจเข้าลึกๆ ดีกว่า แล้วทุกอย่างก็เหมือนมันจะหายไปหมดเลย...

ทุกอย่างมันเริ่มจากวันหนึ่งที่ต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีแล้วตื่นเต้นจนลมแทบจับแท้ๆ อาจารย์ที่พาไปด้วยเลยบอกก่อนขึ้นเวทีแค่ว่า ก่อนพูดอะไร ให้หายใจเข้าลึกๆ ก่อน วันนั้น เด็กอายุ 13 ขวบอย่างฉันเลยได้พบกับความประหลาดในที่ว่า... แค่หายใจเข้าลึกๆ ครั้งเดียว ความตื่นเต้นหายไปไหนหมด

เอาเป็นว่า ได้ผลจริงๆ ค่ะ อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ มานั่งจับลมหายใจตัวเองกันดู สักสามนาที ห้านาที ก็ยังดี ไม่ต้องถึงขั้นนั่งสมาธิก็ได้ แค่ทำงานเหนื่อย แทนที่จะนั่งให้กายพัก แต่ใจยังไปจดจ่อกับงาน ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกค่ะ

นั่งสบายๆ หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

สรุปว่า สมองก็ได้ทั้งออกซิเจน ได้ทั้งสติ ด้วยนั่นแหละค่ะ

ทุกอย่างดีกับตัวคุณเองแน่นอน

...

..

ไม่ได้มานั่งพิมพ์บลอกยาวๆ อย่างนี้นานมากแล้ว นึกว่าจะจบไม่ลง แต่ก็ถือว่าลงได้สวยเหมือนกันนะเนี่ย...

หวังว่าคงจะมีคนอ่านหรอกนะ...

(เป็นครั้งแรกที่เขียนอะไรยาวมากๆ แต่อยากให้คนอ่าน เพราะปกติเขียนอะไรไม่เป็นสาระประจำ)

.

.

Comment

Comment:

Tweet


ขอบคุณครับ ดีจังเลย...........อิอิ
#12 by ของขวัญ (58.8.110.246) At 2009-02-27 11:37,
เคยอ่านทั้ง2เล่มแล้วคับ....
รู้สึกคล้ายๆกันเลย....อ่านแล้วคิดอะไรได้เยอะเลย
#11 by singha_tum At 2008-06-14 12:15,
อ่านจบ รู้สึกดีจัง
#10 by (117.47.23.28) At 2008-06-10 20:21,
เเค่อยากให้คุณรู้ว่าบทความนี้มีเราอีกหนึ่งคนที่เข้ามาอ่านจนจบ ขอให้คุณทำต่อไป จะเป็นกำลังใจให้เพราะเราก็กำลังพยายามฝึกอยู่เหมือนกันค่ะ ส่วนหนังสือที่ว่าอ่านเเล้วเเละพกติดตัวเหมือนยาดม เผื่อไว้เวลาความโลภ โกรธ หลงเข้ามาจะได้ใช้ได้ทันการค่ะ
#9 by ธัญพร (58.136.117.117) At 2008-06-09 13:16,
big smile
#8 by เส้นขอบฟ้า At 2008-05-27 09:30,
เราก็มีทั้งยารักษาและยาบำรุง..
แต่ทำไม..ยังป่วยอยู่น้า..sad smile embarrassed

สงสัยต้องไปหาหมอซะแล้ว..confused smile
เป็นครอบครัวที่น่ารักดีจังbig smile

เราก็อ่านเรื่องเข็มทิศชีวิตเหมือนกัน แต่ยังอ่านไม่จบเลย
ชอบแนวคิดเอามีดแทงตัวเองเหมือนกัน อธิบายได้เห็นภาพมาก
#6 by kororo At 2008-05-26 16:18,
เล่มแรก นี่ยังไม่เคย

แต่เล่ม 2 นี่
ครั้งที่ 2 ครั้งแล้วค่ะ
#5 by Nokontherock At 2008-05-26 10:32,
อ้อ...

เข็มทิศชีวิตผมอ่านจบไปแล้วครับ...

ส่วนอัจฉริยะสร้างได้ขอผ่านไปก่อน...ติดไว้ก่อนนะ

มีหนังสือรอคิวต้องอ่านอีกเยอะเลย

ทั้งคู่มือเล่นหวย, ซื้อหวยอย่างไรให้ถูก

รวยด้วยหวยชุด ฯลฯ

555 ล้อเล่นนะครับ...

แต่หนังสือที่ต้องอ่าน, ต้องแปล

มีรออยู่พอสมควร

ขอติดเล่มหลังไว้ละกันครับ ^^
#4 by ...โนโนโมเอะคุง... At 2008-05-26 09:58,
มานั่งพิมพ์ได้ยาวขนาดนี้...

แสดงว่าสบายใจขึ้นเยอะ

มีกำลังกายมาพิมพ์ได้ยาว ๆ

แสดงว่าำกำลังใจตอนนี้ก็คงไม่แพ้กันสินะครับ ^^
#3 by ...โนโนโมเอะคุง... At 2008-05-26 09:56,
ผมชอบจังเลยประโยคนี้อะครับ

"ไม่มีอะไรที่แน่นอนในชีวิต ทุกสิ่งเกิดขึ้น มีอยู่ แล้วก็จะเปลี่ยนแปลง ดับไป"

ไม่ว่าความทุกข์ ไม่ว่าความสุข ขอเพียงแต่เราไม่เอาใจไปยึดกับมัน เหมือนเวลาที่เรานั่งสมาธิจนปวด หรือบาดเจ็บตรงไหน ลองทำใจนิ่งๆ นั่งดูความปวดของเราเฉยๆ รู้ว่าเจ็บนะ ปวดนะ แล้วก็เฉยๆไว้ ไม่ต้องอดทน ไม่ต้องภาวนาว่าเมื่อไรมันจะหายไป ให้รู้ว่า แล้วมันจะหายไปเอง สักวันหนึ่ง เพราะทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง

ได้เห็นประโยคให้แง่คิดกับผมมากๆ ผมยังคงมีลมหายใจแล้วก็ต้องพยายามต่อไป...

ไม่เร็วก็ช้า ผมก็คงได้ต้องพบสิ่งนั้น สิ่งที่ผมค้นหาเหมือนดั่งที่ประโยคนี้ได้กล่าวไว้ในตอนท้าย

"เพราะ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง"


big smile big smile big smile
#2 by Mao At 2008-05-26 00:25,

surprised smile
#1 by indy : ·.¸¸·´¯`·.¸¸.ஐ At 2008-05-26 00:22,

ฝั่งฟ้า
View full profile