คุณเคยคิดว่า คุณรู้จักคำว่า "เดียวดาย" ดีแค่ไหน ?
เคยไหม... ที่รู้สึกว่ามีเพียงความว่างเปล่าอยู่ข้าง ๆ ?
เคยไหม... ที่มีเพียงความเงียบเป็นเสียงตอบรับทุกคำถามของคุณ ?
และเคยไหม... ที่เสียงตอบรับสุดท้ายของคุณที่เหลืออยู่บนโลกนี้...
... ตายไปต่อหน้าต่อตา..
เมื่อบางสิ่ง ที่เรียกได้ว่าอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต
... บางสิ่ง... ที่เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่เหตุผลที่ทำให้คุณ "อยู่" เพื่อมัน...
.. ได้ถูก "ความตาย" พรากไปจากอ้อมกอดคุณ.
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ อาจจะดูแปลกไปสักหน่อย ถ้าจะใช้เป็นคำนิยมของหนังที่มองปราดเดียวก็รู้ว่า Action อย่างเรื่อง I am Legend
แต่ที่พยายามจะบอกก็คือ I am Legend ไม่ได้เป็นแค่หนักแวมไพร์ ไม่ได้เป็นแค่หนัง Action/Adventure, Science Fiction/Fantasy/ Thriller อย่างที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ หรือที่ไหน ๆ แต่เป็นหนังที่... สะอึก (ไม่รู้สิ มันอาจจะมีคำอะไรที่ดีกว่านั้นแต่คิดไม่ออก)
ถ้าถามว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงอะไร อย่างแรก นึกถึงความเดียวดายอย่าง Cast away อย่างที่สอง นึกถึงหนัง Sci-fi กดดันน้ำตาเล็ดอย่าง War of the worlds
เราเองก็อาจจะเป็นคนแปลกอย่างหนึ่ง... ดูหนังรักไม่เคยร้องไห้ แต่ดูหนังเรื่องนี้ดัน ร้อง ร้องออกมาได้จริง ๆ น้ำตาหยดเผาะ ๆ เลย
หนังเรื่องแรกในชีวิตที่ดูแล้วน้ำตาไหล คือ War of the Worlds ... ใครเขาก็คงหัวเราะ ถ้าบอกว่าดูหนังมนุษย์ต่างดาวแล้วร้องไห้ แต่โดยส่วนตัวคิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นนะ โดยเฉพาะส่วนของครอบครัว ที่เขาพยายามจะสื่อให้เห็น ตัวละครอย่างทอม ครูซ ที่หนังคงจะสื่อว่า ด้วยความรักที่มีให้ลูก เขาได้พยายามเป็นพ่อที่ดีที่สุดแล้วแม้ว่าจะทำไม่ได้... มนุษย์ต่างดาวก็เป็นแค่อุปสรรคนามธรรมในชีวิตจริง ที่คนทำหนังสร้างขึ้นมาให้เป็นรูปธรรมในรูปแบบของหนัง
แต่พูดถึง I am Legend เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่สองในชีวิตที่ฝั่งฟ้าร้องไห้ พอใครถามว่าหนังดีไหม ก็บอกว่าหนักดี แต่อดบอกด้วยไม่ได้เลยว่า เราร้องไห้ด้วยนะ เขาก็งงว่า อ้าว ตกลงมันเศร้าเหรอ ?
แต่เราก็บอกไม่ถูก ใช่ มันอาจจะเศร้า...แต่ที่สัมผัสได้มันหลากหลายทางอารมณ์มากกว่านั้น มันเหงา มันเครียด มันกดดัน มันเจ็บปวด
ครั้งแรกที่ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้... ซึ่งทำได้น่าดูมาก บรรยายชีวิตประจำวันทั้งหมดของพระเอกที่แสนราบเรียบด้วยการอยู่คนเดียวในเมืองร้าง เป็นมนุษย์คนสุดท้าย แถมตอนกลางคืนยังต้องเอาชีวิตรอดนอนกอดปืนไม่เคยปล่อย คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจฝั่งฟ้าและสลัดไม่หลุดจนต้องตัดสินใจไปดูคือ
"แล้วจะอยู่ไปทำไม ?"
ใช่ ถ้าเห็นจากตัวอย่าง คงมีหลายคนที่คิดเหมือนกัน ถ้าอยู่แบบนั้น จะต้องพยายามเอาชีวิตรอดไปทำไมในแต่ละคืน.... ก็ตายไปซะดีกว่า
แต่พอไปดูแล้ว คำตอบที่ได้... ทำให้รู้ว่าการมีชีวิตมันมีความหมายมากกว่าการหายใจค่ะ
ถ้าใครชอบหนังพูดคนเดียวแบบ Cast Away ขอแนะนำว่าเรื่องนี้ก็ไม่ควรพลาดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอเตือนนิดหน่อย สำหรับคนที่ตกใจง่าย ขวัญอ่อน โรคหัวใจ
หนังเรื่องนี้ไม่อยากใช้คำว่า Trhiller เลยค่ะ เพราะมันไม่ตื่นเต้น ไม่สยอง แต่ต้องใช้คำว่าหนังตกใจ เพราะเป็นหนังเงียบ นอกจากจะพูดคนเดียวแล้ว ซาวด์ประกอบก็แทบจะไม่มี เงียบ ใช้เสียงธรรมชาติทั้งเรื่อง แล้วอยู่ดี ๆ มันก็จะโผล่พรวดออกมาเลย พวกปีศาจเนี่ย คือปกติถ้าหนัง Trhiller ส่วนใหญ่จะมีซาวด์แบบตื่นเต้น ๆ เตือนมาก่อนใช่ไหมคะว่า นี่นะ จะมาแล้วนะ แต่สำหรับ I am Legend เรื่องนี้บอกไว้ก่อนว่าไม่มี แค่เสียงฝีเท้าคนเดิน แค่เสียงหอบหายใจ ก็ลุ้นจะตายชักแล้ว
ฝั่งฟ้าตกใจหนักไปประมาณสี่ห้าครั้งช่วงครึ่งชั่วโมงแรก จะถอดใจลุกหนีไม่เสียดายตังค์ไปแล้ว เพราะอาการเริ่มออก จุกหน้าอก มือไม้สั่นหมด ตัวนี้ขึ้นมาขดอยู่บนเก้าอี้ทั้งตัว แต่ก็เสียดายเนื้อเรื่อง...
พอดูจนจบก็สรุปว่าคุ้มเกินคุ้มค่ะ ถึงจะต้องนั่งทำใจออกคนสุดท้ายในโรง ตั้งสติอยู่นานกว่าจะกลับบ้านถูก แต่พอเดินออกมาจากโรง ถามว่าให้กลับไปดูอีกไหม ไม่ต้องคิดเลยล่ะ อยากซื้อตั๋วดูต่อเดี๋ยวนั้นเลยด้วยซ้ำ
ตอนจบของหนังเรื่องนี้ก็คล้าย ๆ หนังฮีโร่ธรรมดาที่พระเอกกลายเป็นตำนานเหมือนชื่อเรื่อง แต่มันประทับใจระหว่างนั้นมากกว่า เรียกได้ว่าเป็นหนังที่ประทับใจ ใช้นักแสดง (วิล สมิธ) คุ้ม คือได้ทุกบทบาท บู๊ได้ แอบตลก(ร้าย)ได้ เศร้าได้ เครียดได้ ยกตัวอย่างได้อีกบทของ นิโคลัส เคจ จากเรื่อง Face Off อะไรอารมณ์นั้น มันจะบู๊หรือมันจะเศร้า เอาได้หมดจริง ๆ
ในที่สุดส่งท้ายปีนี้ ฝั่งฟ้าก็ได้หนังประทับใจเก็บไส่ลิ้นชักอีกเรื่องหนึ่งแล้วสินะ
หนังไซไฟ...
หนังแอ็คชั่น...
หนังแวมไพร์...
ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็น "หนังเหงา"
ปล.ขอ add fav นะครับ
ล้อเล่นครับ ^^ ขำๆน่อ