เมื่อวานนี้มีโอกาสได้ดูรายการหนึ่งทางโมเดิร์นไนน์ เขาได้เชิญผู้หญิงคนหนึ่งมาให้สัมภาษณ์ จำชื่อจริงเขาไม่ได้ แต่เห็นเขาเรียกว่า ครูติ๋ว
ครูติ๋วผ่านวิกฤตชีวิตแล้วก็ล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่ล่าสุดปัจจุบันกำลังทำบ้าน "โฮม ฮัก" ให้กับเด็กที่ติดเอดส์ และไม่มีคนที่จะดูแล ได้มาพักอยู่รวมกัน
แต่เท่าที่ดู ให้พูดง่าย ๆ คือ มูลนิธินี้เป็นมูลนิธิที่ทุนน้อย (หรือจนนั่นเอง) มีคำถามนึง ที่พิธีกรเขาขอถามตรง ๆ ว่า --- แล้วตอนนี้มีเงินเหลืออยู่เท่าไร
ครูติ๋วเองก็ตอบตรง ๆ ได้เลยว่า เมื่อวานเอาสร้อยไปจำนำ ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามันไม่มีแล้ว
ทุกวันนี้เด็กร้อยกว่าคนในบ้านโฮมฮัก ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์กินเอง แต่ก็ร่อยหรอลงไปทุกที ๆ เพราะเด็ก ๆ ก็เริ่มโตขึ้นทุกวัน ๆ ต้องกินต้องใช้มากขึ้น ๆ --- นั่นยังไม่เลวร้ายพอเมื่อบวกเข้ากับครูติ๋วที่ตอนนี้ก็เป็นโรคมะเร็ง และอาการก็เริ่มทรุดลง ทั้งกาย ทั้งใจ...
.
.
.
ฉันมองย้อนกลับไปถึงเช้าวันเดียวกันนั้น ในรายการอีกรายการหนึ่งทางช่อง 3 มีการนำก๊อกน้ำฝังเพชรมาโชว์ในรายการ ก๊อกเดียว ราคา 1 ล้านบาท
คนก็ช่างสรรสร้างกันขึ้นมา จนฉันเริ่มสงสัยว่าเขาทำมาเพื่ออะไร ?
เมื่อถึงเวลาที่โลกใกล้จะแตก ก๊อกน้ำนั้นจะช่วยกู้โลกได้ไหม ?
หรือน้ำประปาที่ออกจากก๊อกนั้นจะกลายเป็นน้ำแร่ ?
.
อีกมุมหนึ่ง คนใช้ก็ช่างสรรหาไปซื้อมาใช้...
เขาจะคิดกันบ้างไหมว่า ค่าจริง ๆ ของเงินหนึ่งล้านบาทสามารถทำอะไรได้มากกว่าก๊อกน้ำแค่หัวเดียว
.
.
หรือเมื่อสังเคราะห์ความคิดเช้า - เย็นเข้าหากัน...ก๊อกน้ำหนึ่งหัว อาจจะต่อชีวิตของเด็กบ้านโฮมฮักได้อีกไม่รู้กี่คน กี่วัน...
...
..
.
และเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง มุมที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น เราเองก็เหมือนเอาเปรียบสังคมอยู่ไม่มากก็น้อยเหมือนกัน
ในขณะที่เรากำลังคิดว่าจะกินอะไรดี - - - คนอีกจำนวนหนึ่งกำลังคิดว่า จะเอาอะไรกิน
มันทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นคนกินของเหลืออย่างไม่ไยดี รู้สึกหมดศรัทธาในตัวคนคนนั้นขึ้นมาทัน และทุกครั้งที่ตัวเองจำเป็นต้องกินเหลืออย่างช่วยไม่ได้จริง ๆ ก็จะต้องไหว้ทุกครั้ง... เพราะรู้สึกเหมือนมันเป็นความรู้สึกที่ผิดบาปในใจ...
บางที ของที่เราเหลือวันนี้ อาจจะช่วยต่อชีวิตให้ใครอีกก็ได้
ขณะที่เราอิ่มจนกินเหลือ ยังมีอีกหลายชีวิตที่ยังจะต้องทนหิวไปอีกไม่รู้ถึงเมื่อไร
.
.
.
.
ชวนให้นึกไปถึงเมื่อหลายปีก่อนที่ทำสกู๊ปเกี่ยวกับเด็กด้อยโอกาส
เด็กรายแรก เป็นเด็กติดเชื่อเอดส์ น้องคนนี้อายุประมาณ 4 - 5 ขวบ ได้ (นานแล้วจำไม่แม่นนัก)
ก่อนถ่ายทำเราก็มีการพูดคุยกันให้คุ้นเคย แล้วก็เป็นการเก็บข้อมูลไปด้วย
มันเป็นบทสนทนาที่หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้เห็นมาแล้วจากรายประเภทวงเวียนชีวิต หรือคนเก่งหัวใจแกร่งอะไรเทือกนั้น...
"หนูอยู่กับใครคะ ?"
"อยู่กับยาย"
"แล้วพ่อแม่ล่ะ ?"
"ตายแล้ว"
"เป็นอะไรคะ ?"
"เป็นเอดส์"
ฉันเองก็เคยดู เคยเห็นมาแล้วเหมือนกัน แต่พอได้มาเจอแบบนี้มันก็เล่นเอาสะอึก ภาพจริง ๆ ที่เราเห็นตรงหน้า มันยิ่งกว่านั้น เราเห็น น้ำเสียงเขา แววตาเขา มันเป็นอะไรที่สื่อผ่านทางหน้าจอไม่ได้ 100%
มันเป็นความเจ็บปวดที่ต้องสัมผัส...
.
.
รายต่อมาเป็นเด็กยากจน งานนี้เราสัมภาษณ์ทั้งแม่ทั้งลูกจนน้ำตาท่วมจอกันเลยทีเดียว แต่ที่ประทับใจก็เกิดจากการพูดคุยหลังไมค์อีกเช่นกัน
"ถ้าขออะไรก็ได้ 3 อย่าง หนูจะขออะไรคะ ?"
ฉันให้เวลาพวกคุณคิดกันก่อนก็ได้... คุณอาจจะนึกขอรถ ขอบ้าน ขอเงิน ขอให้มีความสุข ขออะไรก็ได้ที่คุณคิดว่ามันเป็นไปแทบไม่ได้เว้นเสียแต่จะมีพระเจ้ามาสถิตย์อยู่ตรงหน้าคุณตรงนี้... แต่นี่คือสิ่งแรกที่เด็กคนนี้บอกว่าจะขอเป็นข้อหนึ่ง
...
..
.
รองเท้านักเรียน...
มันไม่ต้องบรรยายอะไรต่อแล้วล่ะค่ะสำหรับคำตอบนี้...
.
ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณขอมา... มีแต่พระเจ้าที่ให้ได้
ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ คุณก็คือพระเจ้าของเด็กคนนี้ รวมถึงเด็กที่บ้านโฮมฮัก จนไปถึงคนในมุมมืดของสังคมอีกหลาย ๆ คนได้แล้วล่ะค่ะ
.
.
.
ย้อนกลับไปถึงเงินหนึ่งล้าน...
เงิน... ไม่ใช่พระเจ้าหรอกค่ะ
คุณต่างหาก คือพระเจ้า...
แต่หากคุณมีเงินสักหนึ่งล้าน...
เชื่อเถอะว่าล้านเดียวกันนั้น... คุณสามารถเลือกได้
ว่าคุณ... คือพระเจ้าของใคร ?