คิดว่าชื่อบลอควันนี้อาจจะล่อแหลมต่อสังคมไปหน่อย แต่ก็คิด(ลำพอง)ว่า อาจจะรอดพ้นจากสายตาคุณระเบียบรัดได้
เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้ใช้ชื่อบลอคนี้โชว์ลีลาบนเวทีสาธารณะแต่อย่างใด
เริ่มต้นก็นอกเรื่อง เอาเป็นว่า กลับหัวเรือมาเลยดีกว่า
...
..
.
จริง ๆ แล้วประโยคนี้คิดได้ระหว่างทางที่นั่งรถกลับมาเมื่อช่วงบ่ายวานนี้
ในตอนเช้า มันช่างเป็นความรู้สึกที่แสนจะเหนื่อยอ่อน และเพิ่งจะได้รู้ว่า จริง ๆ แล้ว โรงแรมนั่นเองคือสวรรค์
ในห้องอุณหภูมิ 22 องศา บนเตียงนุ่ม ๆ .... นั่นต่างหากสวรรค์ (ของคนเหนื่อย)
แล้วตลอดเวลา 2 วันที่ผ่านมาทำไมไม่อยู่ที่นี่ (วะ ?)
ดั้นด้นออกไปทำอะไร...
- ไปปีนเขาตะเกียบ
- ไปยืนกลัวลิง อันเป็นเหตุให้สามารถนมัสการสิ่งศักดิ์แห่งวัดเขาตะเกียบได้แต่เพียงจุดชมวิวข้างล่าง
- กลับมาสงบสติอารมณ์ที่ Market Village Hua Hin
- ไปฝ่าพายุทะเล(ทราย)ที่หาดหัวหิน
นั่นแค่วันแรก... ผลคือตัวแดง (ไม่ดำแต่แดง) จนพนักงานที่โรงแรมทักว่า คนละสีกับเมื่อเช้า
.
.
วันต่อมายังจะไปไหน...
- ปั่นจักรยานรับวิตามินดำเวลาประมาณ 9 โมง จากที่พักไปยังสะพานปลา สนนระยะทางจริงๆไม่ทราบ แต่วัดจากระยะสายตาและฝ่ามือได้ประมาณ 3 คืบกว่า ๆ กลางแดดเปรี้ยงของหาดชะอำ
- ไปยืนน้ำตาซึมทอดอาลัยอยู่ที่วังมฤคฯ
- ไปนอนเอกเขนก เท้งเต้ง(?) อยู่ที่สวนสน (หลังเขาตะเกียบ)
- เล่นไล่จับกับปูลม
- เล่นซ่อนหากับปูเสฉวน ก่อนจะโบกมือลาแสดงความยินดีกับไอ้ตัวที่กำลังทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ (คิดว่าป่านนี้คงกำลังอยู่ในขั้นตอนของการตกแต่งภายนอก และภายใน)
- ตกค่ำ เดินเบียดฝูงชนอยู่ที่ตลาดโต้รุ่งหัวหิน แหล่งรวมสินค้า อาหาร และชาวต่างชาติ
.
.
โรงแรมที่เพิ่งเห็นว่าแสนสบายในช่วงเวลา 3 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนจะกลับ ที่ผ่านมาเป็นแค่ที่ซุกหัวนอน ให้กับหัว(ใจ) ที่ซุก ๆ ซน ๆ เท่านั้นเอง...
แต่ถ้าคิดว่าแลกกับสิ่งที่ได้มา... ก็คุ้มล่ะ
บรรยากาศโรงแรมเราสร้างเองที่บ้านได้.... แต่เราคงยกเขาตะเกียบมาไว้ตรงชิงช้าหน้าบ้านไม่ได้จริงไหม ?
.
.
.
ความใจหาย (หายไปพร้อมกับเรี่ยวแรง) เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางกลับที่เข้าสู่ชั่วโมงที่สอง...
ทำไมเหนื่อยขนาดนี้... "อยู่ดีไม่ว่าดี หิ้วหมีไป หิ้วหมีมา" จริงๆ เลยเรา
คิดพลางก็ถอนหายใจก้มหน้าลงไปมองเจ้าหมีในกระเป๋าสะพายที่หิ้วไปหิ้วมาตลอดการเดินทาง
"อากิระ ฉันทำตามสัญญากับแกแล้วนะ ที่บอกจะพามาเที่ยว"
...
..
.
บางครั้ง ก็รู้สึกเหมือนเรามีเชือกเส้นหนึ่งผูกหัวใจเราไว้ ไม่รู้ว่าปลายอีกด้านอยู่ที่ไหน กว่าจะรู้อีกที ก็ตอนที่ใครบางคนที่ปลายด้านนั้นกระตุกเส้นด้ายเบา ๆ เรียกเราไป...
หลายครั้งที่ฉันรู้สึกแบบนี้... ทำให้หลายครั้งฉันก็ถีบชีวิตตัวเองขึ้นไปแขวนไว้กับระบบขนส่งมวลชนแบบฉุกละหุกเสมอ
ครั้งนี้ใช้เวลาเดินทาง5 ชั่วโมง จากบางกะปิ - สายใต้ - ชะอำ มันดูแปลกตรงไหนกับการเดินทางคนเดียว...
ตอนที่ฉันบอกกับบางคน (ย้ำว่าบางคน) ว่าจะไปคนเดียว ทุกคนมีทีท่าเหมือนฉันกำลังจะทำการกู้ระเบิดแสวงเครื่อง
บอกตรง ๆ ถ้าฉันหวั่นไหวกับอากัปกิริยาของพวกเขา ใจฉันที่ปกติมันป๊อดเอาบ่อย ๆ แบบนั้นก็คงจะฝ่อไปซะค่อน
แต่พอได้ก้าวเท้าออกไปจริง ๆ ... ไม่มีใครสนใจฉันด้วยซ้ำ
ไม่มีใครสน... ว่าฉันจะมายังไง กับใคร
กำลังกลัว กำลังสนุก หรือกำลังเหงา...
ถ้าฉันไม่ได้ป่าวประกาศกับใครว่าฉันปลีกตัวออกมาคนเดียว...
พวกเขาก็คงจะมองฉันเหมือนคนที่กำลังรอใครสักคนอยู่
ทั้งที่ความจริง... ฉันต่างหาก ที่กำลังทำให้ใครหลายคนต้องรอ
.
.
.
ฉันไปถึงที่หมายชั่วโมงแรก... ทำใจกับเส้นขอบฟ้าเส้นแรกที่เห็นสักครู่ใหญ่ ๆ ถึงใจกล้าที่จะโทร.ไปสารภาพบาปกับแม่
จงใจให้เสียงลมทะเลเข้าไปในเครื่องเพื่อเป็นการเริ่มบทสนทนาโดยไม่ต้องเอ่ยปาก สุดท้าย... แม่บอกแค่ว่า
"เก่งนะ แต่แม่ไม่เห็นด้วย"
... ฉันรู้... ถ้าแม่เห็นด้วย ฉันคงไม่ใช้คำว่า "เพิ่งจะมาสารภาพ" หรอก
..
.
ทริปนี้ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นที่โรงแรมระดับ 5 ดาว แต่ก็ใช่ว่าจะได้พักที่นั่น แค่ไปแอบทักทายพี่สาวที่เจอกันปีละนับครั้งได้ แต่สุดท้าย ก็ได้ตัวพี่แกที่เป็น reception จาก Holiday Inn ( Regent ชะอำ) มาช่วยจัดการเรื่องที่พัก แถมยังได้ Waitter จากแผนกจัดเลี้ยงที่เดียวกัน(ก็แฟนพี่แกแหละ) มาช่วยดูเรื่องอาหารเป็นการส่วนตัวด้วย เป็นไงล่ะ เรามีมาเอง ไม่ต้องง้อโรงแรมก็ได้
.
.
.
หลายเช้า หลายเย็น... ที่ก้าวเท้าออกไปบนหาด... แต่ก็ทำได้แค่มองคนอื่น ๆ ที่มาด้วยกัน
พ่อแม่ที่พาลูก ๆ มาเที่ยว
มากันแบบยกตระกูล
มากันแบบคู่รัก
มากันแบบเพื่อน...
ทุกคนเตรียมคนมาประทับรอยเท้าบนผืนทรายเป็นเพื่อน...
ส่วนฉัน... นอกจากหมีในกระเป๋าที่หิ้วไปหิ้วมา
... ก็ต้องไปหาเอาดาบหน้าเท่านั้น...
ใครจะรู้... ว่าหมาทะเล (หมายถึง หมาที่อาศัยอยู่ริมทะเล แต่ขอเรียกสั้น ๆ ให้สะดวกปาก) ก็เป็นเพื่อนที่แสนดีได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง...
เราเดิน... มันจะเดิน
เราวิ่ง... มันจะวิ่ง
เราเตะคลื่นใส่... มันจะหลบ (แกล้งหมานี่นา)
พอเราเหนื่อย... และแค่อยากจะนั่งพัก... มันก็จะมาหมอบลงข้าง ๆ
คอยฟังเราพูดทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่บ่น... คอยเฝ้าระวังปูผู้บุกรุกไม่ให้มารบกวนเราตอนที่เรากำลังเขียนบันทึก...
และพอฉันเดินออกจากหาด... เราก็บอกลากัน
จนกว่าฉันจะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ก็ต้องเจอมันอีกแน่ ๆ
บอกแล้ว... มันเป็นหมาทะเล... เพราะมันไม่เคยออกไปไกลกว่านั้นจริง ๆ
...
..
.
ก็หวังแค่ว่าสักวัน... คนที่ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นที่อ่าวไทยกับฉันเหมือนอย่างวันนั้น...
คงจะไม่ได้มีแค่หมีกระเป๋า กับหมาทะเล...
.
.
.
หมดเวลาพร่ำสักที... เดี๋ยวต้องเตรียมตัวไปงาน
... งานที่ใครหลาย ๆ คนเก็บตัวมาเป็นเดือนเพื่อเวลา 2 ชั่วโมงในบ่ายวันนี้...
แต่ฉัน... กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง...
...
..
.

นี่คือโฉมหน้า ( ? ) ของอากิระ
ขนาดพกพาใส่กระเป๋ากำลังดี^^